img
กฏการเทรด 10 ข้อ โดย John Murphy
  Posted on 3 months ago (Apr 18, 2022)
399
img

John Murphy นักวิเคราะห์สไตล์ Technical คนหนึ่งของ Wallstreet ที่ได้เขียนตำราการอ่านเทคนิคการอ่านกราฟขั้นสูงเอาไว้ ซึ่งเขาได้รับการยอมรับว่า เป็น "เจ้าพ่อแห่งการวิเคราะห์เทคนิคตลาดอินเตอร์" โดยตำราที่เขาเขียนเอาไว้ชื่อว่า "Technical Analysis of the Financial Markets" เป็นหนังสือที่ได้ความนิยม และได้การยอมรับในวงการ Technical Analysis ซึ่ง John Murphy ได้ตั้งกฏ 10 ข้อ เกี่ยวกับการวิเคราะห์สไตล์ Technical ของเขาเองเอาไว้ในหนังสือเล่มนี้ จะมีอะไรบ้าง มาดูกันครับ
 

1. Map the trends (หาแนวโน้ม)

 
เรียนรู้จากภาพใหญ่ – เริ่มต้นวิเคราะห์กราฟทางเทคนิคจาก Timeframe รายสัปดาห์ หรือรายเดือนก่อน (Long Term) เพื่อดูแนวโน้มในภาพใหญ่ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งการดูภาพระยะยาวนั้น จะช่วยให้มองแนวโน้มของตลาดได้ง่ายกว่าการมองภาพรวมระยะสั้น เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มในภาพใหญ่ได้แล้ว จากนั้น ค่อยไปพิจารณาจาก Timeframe รายวัน หรือภาพรายชั่วโมงต่อ (Short Term)
 
บ่อยครั้งที่เวลามองภาพรวมระยะสั้น (Short Term) แล้วจะถูกตลาดสับขาหลอกอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น เวลาเทรดภาพระยะสั้นก็ควรเทรดในฝั่งเดียวกับแนวโน้มระยะกลาง หรือแนวโน้มหลักจะดีกว่า เพราะจะช่วยให้การเทรดนั้นมีประสิทธิภาพที่มากขึ้น และโอกาสที่จะถูกสับขาหลอกก็จะน้อยลงตามไปด้วย
 

2. Spot the trend and go with it (จับแนวโน้ม และไปกับมัน)

 
จับแนวโน้ม และไปกับมัน – แนวโน้มประกอบด้วยหลายขนาด ได้แก่ ระยะยาว (Long Term), ระยะกลาง (Intermediate Term) และระยะสั้น (Short Term) ซึ่งในขั้นต้น เราจะดูว่า แนวโน้มขนาดไหนที่เราต้องการจะเทรด จากนั้น ก็ให้เทรดไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มนั้น เช่น แนวโน้มเป็นขาขึ้น ก็จะอยู่ฝั่ง Buy เป็นหลัก หรือแนวโน้มขาลง ก็จะอยู่ฝั่ง Sell เป็นต้น และถ้าเราเทรดภาพระยะกลาง เราก็ควรดูกราฟ Timeframe รายวัน และรายสัปดาห์ ถ้าเราเทรดภาพระยะสั้น ก็ควรดูกราฟ Timeframe รายวัน และรายนาที โดยปกติจะใช้ภาพที่ยาวกว่าในการกำหนดทิศทางของแนวโน้ม และใช้ภาพที่สั้นกว่าในการกำหนดจุดเข้าออก
 

3. Find the low and high of it (หาจุดต่ำสุด และจุดสูงสุดของรอบ)

 
หาจุดต่ำสุด และจุดสูงสุดของรอบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถใช้เป็นระดับแนวรับ และแนวต้านได้ ซึ่งจุดซื้อที่ดี คือ บริเวณใกล้แนวรับ และจุดขายที่ดี คือ บริเวณใกล้แนวต้าน
 
  • จุดต่ำสุด และจุดที่เคยเป็นจุดสูงสุด (High เก่า) = แนวรับ
 
  • จุดสูงสุด และจุดที่เคยเป็นจุดต่ำสุด (Low เก่า) = แนวต้าน
 

4. Know how far to backtrack (รู้วิธีการวัดรอบการพักตัว)

 
ในช่วงที่แนวโน้มขาขึ้น หรือขาลงก็ตาม จะมีช่วงการพักตัวเกิดขึ้น (Retracement) ซึ่งหากรู้ถึงช่วงการพักตัวดังกล่าว จะทำให้เราเทรดได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในการวัดช่วงการพักตัวนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดคือ 50% ของรอบ ส่วนขั้นต่ำจะอยู่ที่ 33% สูงสุดได้ไม่เกิน 67% (เพราะถ้าเกินจะแสดงถึงการเปลี่ยนแนวโน้มมากกว่า) หรือจะใช้ระดับ Fibonacci Retracements ในการวัดก็ได้ (38% และ 62%) ในช่วงการพักตัวระยะแรก (33%-38%) ถือเป็นจังหวะในการเข้าซื้อไม้แรกที่ดี
 

5. Draw the line (ลากเส้นแนวโน้ม)

 
Trend Line หนึ่งในเครื่องมือที่ง่าย และทรงประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก เราเพียงแค่ลากจุด 2-3 จุดบนกราฟ เพื่อหาทิศทางของแนวโน้มของราคา โดย Uptrend Line จะลากจากจุดต่ำสุดสู่จุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (แบบเอียงขึ้น) ส่วน Downtrend Line จะลากจาก จุดสูงสุดสู่จุดสูงสุดที่ต่ำลง (แบบเอียงลง) ส่วนมากราคามักจะเกิดการ Pullback กลับหลังทดสอบเส้นดังกล่าว แล้ววิ่งต่อตามแนวโน้มเดิมของมันไปเรื่อย ๆ แต่หากจังหวะที่ราคาทะลุเส้น Trend Line ก็จะเป็นสัญญาณในการเปลี่ยนแนวโน้มของราคานั่นเอง
 

6. Follow that average (ใช้เส้นค่าเฉลี่ย)

 
เส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average) ช่วยให้จับจังหวะในการซื้อขายได้ และยังเป็นตัวช่วยในการยืนยันทิศทางของแนวโน้มได้เช่นเดียวกัน โดยการใช้เส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้นตัดกัน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่นิยมในการหาสัญญาณการเทรด (Trading Signals) ซึ่งค่าเฉลี่ยที่นิยม คือ  20 กับ 50 วัน โดยสัญญาณซื้อหรือขายจะเกิดขึ้นเมื่อ เส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้นตัดกัน (สั้นตัดยาวขึ้น เป็นสัญญาณซื้อ, ส่วนสั้นตัดยาวลง เป็นสัญญาณขาย)
 
เส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average) ใช้เทรดในช่วงที่ตลาดเป็น Trend ได้อย่างดี
 

7. Learn the turns (จับรอบการแกว่งตัว)

 
Track Oscillators (Indicator พวกที่มีเลขวัด 0-100) ช่วยบอกว่า ภาวะของราคาตอนนั้น Overbought หรือ Oversold พวกเครื่องมือ Oscilator จะคอยเป็นตัวเตือนเราระดับต้น ๆ ก่อนเลยว่า แนวโน้มของราคามีโอกาสเปลี่ยนแปลง เพราะว่ามันขึ้นมามากไปแล้ว หรือมันลงมามากไป 2 เครื่องมือที่เป็นที่นิยมอย่างมากในวงการเทคนิคคอล คือ RSI และ Stochastic
 
  • RSI > 70 แสดงถึง Overbought
  • RSI < 30 แสดงถึง Oversold ส่วน Stochastic > 80 แสดงถึง Overbought
  • Stochastic < 20 แสดงถึง Oversold
 
และถ้าเกิดสัญญาณ Divergence ในเครื่องมือดังกล่าว ก็จะเป็นสัญญาณเตือนว่า ราคามีโอกาสเปลี่ยนแนวโน้มได้เช่นเดียวกัน
 
Oscilator ใช้ในช่วงที่ตลาดเป็น Sideway ได้ดี
 

8. Know the warnings signs (รู้ถึงสัญญาณเตือน)

 
เครื่องมือ MACD เป็นเครื่องมือที่จะบอกสัญญาณการเข้า ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเส้นระยะสั้นตัดเส้นระยะยาว (ตัดขึ้น) และทั้ง 2 เส้น ต้องอยู่เหนือระดับ 0 ส่วนสัญญาณขายจะเกิดขึ้นเมื่อเส้นระยะสั้นตัดกับเส้นระยะยาว (ตัดลง) และทั้ง 2 เส้น ต้องอยู่ต่ำกว่าระดับ 0
 
ภาพรายสัปดาห์ของ MACD จะมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจมากกว่าภาพรายวัน

9. Trend or not a trend (ดูว่าเป็นราคาช่วงนั้นเคลื่อนอย่างมีแนวโน้มหรือไม่)

 
ADX Indicator เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราดูว่า สภาวะตลาดตอนนั้นเป็นอย่างไร (มีแนวโน้ม หรือไม่มีแนวโน้ม) เพื่อให้กำหนดกลยุทธ์การลงทุนได้ดีขึ้น
โดยปกติเมื่อ ADX อยู่ในช่วงการปรับตัวขึ้น แสดงถึงภาวะที่ตลาดมีแนวโน้ม เส้นค่าเฉลี่ย ใช้งานได้ดีในช่วงนี้
ส่วนถ้า ADX อยู่ในช่วงการปรับตัวลง แสดงถึงภาวะตลาดไม่มีแนวโน้ม พวก Oscilator จะใช้งานได้ดี
 

10. Know the confirming signs (สังเกตสัญญาณยืนยัน)

 
ให้สังเกตปริมาณการซื้อขาย (Volume) จะเป็นตัวช่วยยืนยันภาพการวิเคราะห์ของเรา โดย Volume ควรไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้ม เช่น แนวโน้มขาขึ้น ช่วงที่ราคาปรับตัวขึ้นควรมีพร้อมกับปริมาณ Vol. ที่หนาแน่น (มันแสดงถึงเงินจำนวนใหม่ที่เข้ามาซื้อ หนุนราคาไปต่อ) ขณะที่ช่วงย่อตัวในแนวโน้ม Vol. ก็ควรหดตัวตาม ส่วนในขาลงก็ตรงกันข้าม
 
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่พื้นฐานการเทรดเท่านั้น สำหรับใครที่เข้ามาอยู่ในตลาด Forex สักพักแล้วก็จะรู้ว่า นี่ไม่ใช่ทั้งหมดของการเทรด ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่นักลงทุนต้องศึกษาเกี่ยวกับเทคนิคการเทรด และที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ วินัยในการเทรด ถ้าหากขาดสิ่งนี้ไป จะทำให้การเทรดนั้นไม่มีประสิทธิภาพตามไปด้วยนั่นเอง
 


Blogs เพิ่มเติม